บทความนี้เขียนครั้งแรกเมื่อ เสาร์, 01 พฤษภาคม 2010 11:07


Day 7
วันที่ 7 เมษายน 2553

เมื่อคืนตอนหัวค่ำเปิดหน้าต่างนอนอ้าซ่า แต่พอตกดึกหนาวต้องลุกมาปิดเหลือแง้มไว่หน่อยหนึ่ง เช้านี้อุณหภูมิ 22 องศาเซลเซียส ดูจากเทอร์โมมิเตอร์ในล้อบบี้โรงแรม

เมือง Brinchang เวลาหกโมงเช้า (เจ็ดโมงมาเลย์) มองจากหน้าต่างที่พัก ถนนที่เห็นคือถนนเส้นหลักของ Cameron Highlands

โปรแกรมวันนี้ คือขับรถกลับตามเส้นทางเดิม มาขึ้นทางด่วนที่อิโปห์มุ่งสู่ปีนัง แต่ระหว่างทางก็จะแวะเก็บสแปร์ตามสถานที่น่าสนใจบางแห่ง ซึ่งเมื่อวานขับเลยไป

เมือง Tringkap ห่างจาก Brinchang 8 ก.ม. ดูแล้วเป็นเมืองเก่าแก่ ยังคงสภาพเดิมอยู่ ยังไม่มีอาคารรุ่นใหม่ หรือโรงแรมสูง ๆ เหมือนเมืองอื่น ภาพรถแลนด์ โรเวอร์ กับตัวอาคารช่างเข้ากันได้ดีเหลือเกิน เก๋าพอกัน

ห้องแถวไม้สองชั้น ชั้นบนยื่นลงมาคลุมทางเดิน เหมือนภูเก็ตและหลายเมืองทางภาคใต้ของไทย

แวะรองท้องที่ร้านข้าวแกงข้างทาง เพราะโรงแรมไม่แถมอาหารเช้า

ผมสั่งข้าวผัด ครูดารินทร์สั้งผัดหมี่ รสชาตินำด้วยกลิ่นกะหรี่ ปรุงรสด้วยซ้อสมะเขือเทศตามเคย

S - Curve เห็นเส้นโค้งนำสายตาแบบนี้ที่ไหน อดแวะถ่ายรูปไม่ได้

ภูเขาข้างทาง ถ้าตรงไหนดินพังลงมา ทางการต้องนำพลาสติคไปคลุมไว้ทุกแห่ง แต่นี่คงคลุมไว้นานแล้ว บันไดคอนกรีตด้านซ้าย ตอนแรกผมคิดว่าเป็นบันไดสำหรับปีนขึ้นเขา แต่ทำไมแต่ละขั้นมันสูงจัง ที่แท้คือทางระบายน้ำ ทำเป็นขั้นเพื่อไม่ให้น้ำไหลลงมาแรงเกินไป ทางระบายน้ำแบบนี้มีตลอดทางที่เป็นภูเขา

ร้านช้อปปิ้งและที่พักรถของนักท่องเที่ยว ร้านนี้ใหญ่หน่อย ให้บริการครบทุกอย่าง ตามสัญลักษณ์บนป้ายคัทเอ้าท์

Blue Velly เป็นจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งที่ระบุในแผนที่ และมีป้ายบอกทางมาตลอด ขอไปดูหน่อยว่ามันมีอะไร อยู่ห่างจาก Brinchang 16 ก.ม

ขับเข้าไปมองเห็นแปลงเกษตรกรรม สุดลูกหูลูกตา มีทั้งปลูกในโรงเรือนและกลางแจ้ง มองดูทิวทัศน์ก็สวยดี แต่เสียอยู่อย่าง กลิ่นไม่ค่อยดี ตอนแรกผมกับครูดารินทร์ก็สงสัยเหมือนกันว่าที่ Cameron Highlands มันมีกลิ่นชนิดหนึ่งโชยมาเป็นระยะ เหมือนกลิ่นรถขยะ โดยเฉพาะบริเวณเกษตรกรรมจะได้กลิ่นชัดเจน เช่นที่ Blue Velly นี้ จะได้กลิ่นชนิดนี้ทั่วบริเวณ มารู้ว่ามันคือกลิ่นปุ๋ยอินทรีย์ เอาเมื่อตอนขับผ่านคนกำลังขนกระสอบปุ๋ยลงจากรถบรรทุก กลิ่นนี้ฉุนกึ้กทีเดียว

อ่านเจอที่ไหนก็จำไม่ได้แล้วว่า Cameron Highlands คือสถานที่ปลูกพืชผักเลี้ยงมาเลเซียทั้งประเทศ และปลูกโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ที่ส่งกลิ่นทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี

ตรงนี้แปลงมะเขือเทศ เขาปลูกขึ้นค้างเรียงเป็นแถว

ถ้าสุกคงแดงสวยดี จากที่ได้เห็นแปลงมะเขือเทศและพริกสดทั่วไปบนนี้ ทำให้หายสงสัยแล้วว่าทำไมมาเลย์จึงเต็มไปด้วยซ้อสพริก และซ้อสมะเขือเทศ

แปลงผักมีพลาสติกคลุมดิน

ไม่รู้ลูกอะไร ครูดารินทร์บอกว่าลูกนี้เขามักเอาไปจัดช่อดอกไม้หรือกระเช้าดอกไม้

แมลงวันชอบตอม มันหอมกลิ่นอะไรของมัน ไม้กล้าดม

เสียดายวันนี้ไม่เปิด คำว่า Blue Valley เห็นสะกดอีกแบบคือ Blue Velly ไม่รู้เป็นคำเดียวกันหรือเปล่า หรือเป็นชื่อเฉพาะ ?

ออกจาก Blue Velly (สะกดตามป้ายทางหลวง) ลงมาเกือบจะถึงอิโปห์ ที่ขอบทางด้านทางขวามีรถจอดหลายคัน แวะดูหน่อยซิ ว่าเขาจอดทำอะไรกัน

ทุกคนกำลังช่วยกันเอาภาชนะรองน้ำจากท่อ PVC ที่โผล่ออกมาจากภูเขา

เข้าไปดูใกล้ ๆ จากการสอบถามได้ความว่า น้ำนี้เป็นน้ำบริสุทธิ์ เป็นน้ำแร่ ดื่มได้เลย ครูดารินทร์เอาขวดเปล่ารองมาทดลองดื่ม ปรากฎว่าจืดสนิทครับ ผมว่าจืดดีกว่าน้ำดื่มบรรจุขวดขายเสียอีก

มิน่าละ แต่ละคนจึงรองใส่ถังเต็มท้ายรถ ครูดารินทร์ บอกว่าในรถยังมีอีกเต็มเลย

ทำให้นึกได้ว่าที่บ้านผมก็มีแบบนี้เหมือนกัน ในเส้นทางวังเหนือมาออกแม่ขะจาน ภาพนี้ผมถ่ายตอนขากลับจากพะเยา หลังสงกรานต์ที่ผ่านมา

เมื่อก่อนมีคนมาจอดรถรองน้ำกันเป็นแถว แต่ตอนนี้มีผู้รองไว้จำหน่ายเรียบร้อย

ตัดภาพกลับมายังทางด่วน สาย E1 มาเลเซีย หลังจากขึ้นทางด่วนที่อิโปห์มาพักใหญ่ ทางด่วนจะลอดผ่านอุโมค์แห่งหนึ่ง

เมื่อวานซืนตอนขามา ผมผ่านอุโมงค์นี้ตอนกลางคืน ขับผ่านโดยไม่รู้ตัว วันนี้รู้ว่าจะต้องผ่านอีก จึงเตรียมกล้องถ่ายภาพไว้อย่างดี

เสียดายไม่ได้จับระยะทางไว้ เลยไม่รู้ว่าอุโมค์นี้ยาวเท่าไหร่ แต่ก็ใช้เวลาหลายนาทีเหมือนกัน

แสงสว่างปลายอุโมงค์ มาเลเซียเขาีมีให้เห็นแล้ว สว่างโร่ทีเดียว แต่ที่เมืองไทยยังมองไม่เห็น

ระหว่า่งทาง มีช่วงหนึ่งเจอรถติดยาว แต่ก็ขับตามกันไปได้เรื่อย ๆ สงสัยเหมือนกันว่ามีเหตุอันใด

สาเหตุคือ เขากำลังทำรั้วกันหินตกบนหน้าผาข้างทาง จึงปิดช่องทางเหลือเลนเดียว

ป้ายบอกระยะทางถึงจุดพักรถ R&R และ P แต่ละแห่ง บอกทุกระยะจนถึงที่หมาย ต่อจากนั้นก็บอกจุดใหม่แทนที่ ต่อไปนี้ขอรวบรวมภาพจุดพักรถหลาย ๆ แห่งมารวมกันทีเดียว

ที่จอดรถ

ถ้า R&R ขนาดใหญ่ ที่จอดรถก็กว้างขวาง ลานจอดรถส่วนใหญ่จะปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา อีกไม่นานถ้าต้นไม้โตเต็มที่คงร่มครึ้ม

อาคารก็มีขนาดใหญ่ไปด้วย

ป้ายสัญลักษณ์

ร้านอาหารเรียงเป็นตับ อยากกินอะไร ก็ไปชี้เอา บริการด้วยตนเอง จ่ายเงินสดตรงนั้นเลย ทุกร้านจะติดราคาเห็นเด่นชัด

ศูนย์อาหารทุกแห่งจะมีที่ล้างมือพร้อมเจลล้างมือ ทั่วบริเวณ เพราะชาวมาเลย์ส่วนใหญ่ยังรับประทานอาหารด้วยมือ เห็นคนรุ่นใหม่หลายคน แม้จะแต่งตัวทันสมัยเป็นหนุ่มสาวอ้อฟฟิส ก็เปิบอาหารด้วยมือ

ที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหาร คือที่เขี่ยบุหรี่ (รวมถึงที่เขี่ยบุหรี่ตั้งพื้น) ประเทศมาเลเซียแม้จะเข้มงวดในเรื่องเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ซึ่งหาซื้อยากมาก แถมราคาแพงอีกต่างหาก แต่กับบุหรี่แล้วเห็นสูบกันทุกหนทุกแห่ง ทั้งในและนอกสถานที่ เท่าที่ผ่านมายังไม่เห็นป้ายจัดระเบียบการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเหมือนเมืองไทยเลย ในห้องพักโรงแรมถ้าใครจมูกไวกับกลิ่นบุหรี่ อย่างเช่นครูดารินทร์ ก็จะได้กลิ่นโชยมาตามท่อแอร์ หรือกลิ่นที่ตกค้างอยู่ภายในห้องเสมอ

มาดูหน้าตาอาหารซักสองสามร้าน ร้านนี้จัดอาหารโทนสีแดงไว้ชั้นล่าง แล้วนำอาหารโทนสีเหลืองมาวางชั้นบน แม้ด้ามทัพพีก็สีเหลืองเข้าชุดกัน

ชั้นล่างเป็นอาหารประเภทผัด ยำ ส่วนข้างบนเป็นขนม

ผมชอบร้านนี้ ชอบตรงบรรจุภัณฑ์ที่ทำด้วยกระดาษห่อเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม เรียงซ้อนกันเป็นระเบียบไปทางเ้ดียวกัน ที่เห็นสีส้มโผล่มานั้นคือช้อนพลาสติคครับ

ผ่านแผงขายหนังสือพิมพ์ ไปยืนพลิก ๆ ดู นึกว่าจะมีภาพข่าวที่กำลังฮ้อทฮิทในเมืองไทยลงบ้าง แผงนี้ไม่เจอ แต่ไปเจอหราที่เกาะลังกาวี

ครูดารินทร์แวะซื้อเมล็ดเก๋าลัคคั่ว เก๋าลัคที่นี่ใช้วิธีคั่วตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้รสชาติหอม ล่อน ไม่ใช่ต้มแล้วเอาไปคั่วบังหน้า เหมือนที่แม่สายซึ่งไม่อร่อย ติดเปลือก และขึ้นราง่าย

ห้องน้ำสะอาดเอี่ยม มีคนคอยทำความสะอาดตลอดเวลา

วันนี้ไปเจอ P แห่งหนึ่งปิดชั่วคราว สงสัยเป็น Big Cleaning Day เพราะเห็นปัดกวาดเช็ดถูกันใหญ่ ดีที่ห้องน้ำยังเปิดให้บริการ ไม่งั้นต้องกลั้นไปอีกยาว

ตรงทางออกของจุดพักรถทุกแห่งจะมีปั้มน้ำมันปิดท้าย นี่เป็นปั้ม Petronas

แห่งนี้เป็นปั้ม Caltex แสดงว่า ปตท.มาเลย์ หรือ Petronas ไม่ได้ผูกขาดแต่ผู้เดียว ผมคลับคล้ายคลับคลาว่าจุดพักรถบางแห่งมี Shell ด้้วยนะ

ขับชลอให้รถเทรเลอร์บรรทุกรถใหม่ผ่านไป จะได้ถ่ายรูปรถ INNOVA สีขาว ที่เมืองไทยกำลังรอคิวกันยาวในขณะนี้ ขอบอกสมาชิกคลับอินโนว่าเสียหน่อยว่า ที่มาเลย์ นิยม INNOVA มากกว่าเมืองไทยเสียอีก แต่โตต้าอีกรุ่น ที่ท้อปฮิทเหลือหลายในเมืองไทยนั้น แทบไม่เจอเลย

นี่คือตั๋วทางด่วนที่รับมาจากด่านอิโปห์ เพื่อไปจ่ายเงินยังอีกด่านข้างหน้า


ส่วนหนึ่งของใบเสร็จค่าผ่านทางที่ผมบังเอิญเก็บไ้ว้ อยู่ในอัตราระหว่าง 18 บาท ถึง 180 กว่าบาท

กว่าจะมาถึงแยกเข้าปีนัง หรือตามป้ายทางด่วนเขียนว่า George Town ก็เกือบบ่ายโมง (เวลามาเลย์) อยากจะทำเวลาให้เร็วกว่านี้ก็โดน Polis มาเลย์จับข้อหาขับรถเร็วเสียอีก โชคดีรอดมาได้ (ดังเล่าไว้ในวันแรก Day 1) ก่อนข้ามสะพานปีนังต้องเสียเงินอีก 7 ริงกิต แต่ขากลับไม่เสีย

ใบเสร็จค่าข้ามสะพานปีนัง 70 บาท

หลังจากผ่านด่านเก็บเงิน ช่วงแรกยังเป็นสะพานตั้งอยู่บนตอม่อธรรมดา บนแผ่นดินและบนทะเลช่วงแรกอยู่ ระยะทางยาวพอสมควร

ช่วงนี้ไหล่ทางมีที่จอดรถฉุกเฉินพร้อมตู้โทรศัพท์เป็นระยะ กะว่าจะจอดถ่ายรูปเหมือนกัน แต่มีรถขับตามกันมาเรื่อย ๆ และเลนด้านซ้ายมีรถมอเตอร์ไซค์วิ่งตลอด

เริ่มเข้าสู่ช่วงสะพานขึง ระดับสะพานจะไต่ขึ้นสูง เกาะกลางเป็นกำแพงตอนกรีตเตี้ย ไม่มีแผงสูงกั้นเหมือนช่วงแรก

คล้ายกับสะพานพระรามแปดบ้านเรา

ช่วงกลางของสะพานซึ่งเป็นช่วงสูงสุด ผมเปิดกระจกถ่ายรูป ลมแรงมาก

ข้ามฟากมาฝั่งปีนังแล้ว ไป George Town ชิดขวา ตรงนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่ผมขยายแผนที่เพื่อศึกษาจุดขึ้นลงไว้อย่างละเอียด กลัวเข้าผิดช่องทาง เพราะเห็นมีทางแยกไขว้กันไปหมด แต่พอมาถึงแล้วง่ายมาก ตามลูกศรไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ถึง


