บทความนี้เขียนครั้งแรกเมื่อ อังคาร, 20 เมษายน 2010 07:47


ตอนจบของการเดินทางวันที่ 2 ย้อนไปดูตอนเริ่มต้นวันที่ 2 ได้ที่
Day 2 หาดบ้านกรูด - ตรัง

เสียดายวันที่ไปชมนั้น สถานีรถไฟกันตังอยู่ในระหว่างรื้อซ่อมแซมปรับปรุงครั้งใหญ่
แต่ก็ทำให้ได้เห็นมุมมองอีกลักษณะหนึ่ง
มีป้ายคัทเอ้าท์ใหญ่ติดอยู่ที่ทำการชั่วคราวกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของสถานีแห่งนี้
ขออนุญาตถ่ายมาลงเสียเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ 
ภาพอาคารสถานีรถไฟกันตังสภาพก่อนบูรณะ จากแผ่นป้ายคัทเอ้าท์
สภาพปัจจุบัน (2 เมษายน 2553)
ตัวสถานีรถไฟกันตังเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวทรงปั้นหยา ทาสีเหลืองมัสตาร์ต สลับสีน้ำตาล อันเป็นสีประจำสถานีรถไฟและอาคารที่เกี่ยวข้องกับรถไฟไทย ทุกแห่งทั่วประเทศ 
ตัวอาคารและชานชาลาสถานีมีมุขยื่นออกมา ซุ้มทางเข้ามีไม้ฉลุโค้งสอดรับกับป้ายชื่อสถานี และคิ้วประดับหน้าจั่วที่ออกแบบในลักษณะสมมาตร สร้างความโอ่งโถงเป็นสง่าให้กับตัวอาคาร
Formal Balance
มีการประดับตกแต่งหัวเสาด้านบนด้วยไม้แกะสลัก เหนือขึ้นไปประดับขอบบัวหงาย ทำด้วยไม้เช่นกัน
เสาสี่เหลี่ยมเซาะร่องโดยรอบทั้งสี่ด้าน ๆ ละสามร่อง ราวระเบียงเป็นไม้กลึง ระดับขอบราวระเบียงประดับขอบด้วยลายบัวเช่นเดียวกัน สภาพที่เห็นนี้แสดงให้เห็นความชำรุดทรุดโทรมมาก ดีแล้วที่มีการปรับปรุงใหม่หมด
ส่วนตัวอาคารที่เป็นห้องมีผนังไม้ตีตามแนวตั้งเซาะร่อง แบ่งเป็นกรอบเล็ก ๆ มีไม้คิ้วไม้ล้อมรอบกรอบ
คิ้วไม้ที่ผนังรับกับกรอบลูกฟักของบานหน้าต่าง และประตู
ค้ำยันไม้โค้งแกะสลักรับน้ำหนักชายคา ที่เป็นไม้กระดานตีทับร่องด้วยไม้ระแนง อาคารในยุคก่อนมักบุฝ้าเพดานในลักษณะนี้ ก่อนถึงยุคฝ้าแผ่นเรียบและแผ่นยิบซั่มในปัจจุบัน เหนือหน้าต่างเป็นไม้ระแนงตีเกล็ดเพื่อระบายอากาศ 
ส่วนที่เป็นโถงกลางอาคารสำหรับขายตั๋ว ช่องขายตั๋วด้านบนเป็นไม้ระแนงตีไขว้โปร่ง ตีขัดไขว้กันแข็งแรง นอกจากเพื่อระบายอากาศ แล้วคงเพื่อการสื่อสารระหว่างคนซื้อกับคนขาย
ช่องขายตั๋วมีขนาดเล็กมาก น่าจะเพื่อความปลอดภัย ปิดเปิดได้ ตรงช่องขายตั๋วนี้ประดับกรอบด้วยไม้ฉลุน่ารักลงตัว ลดความแข็งกระด้างแทนที่จะเป็นกรอบสี่เหลี่ยมธรรมดา แสดงว่าผู้ออกแบบไม่ละเลยรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เลย
ส่วนชานชาลาหลังสถานีด้านรางรถไฟ เป็นหลังคาจั่วคลุมแยกออกมาต่างหากจากตัวสถานี ขณะรื้อปรับปรุงนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้เห็นโครงสร้างหลังคาชัดเจน สังเกตุว่าตั้งแต่เสาจนถึงจันทัน ใช้ไม้ขนาดไม่ใหญ่เลย ทำให้ดูเบาไม่หนักเทอะทะ โดยมีการออกแบบค้ำยันทั้งสี่ด้าน และจุดยึดมุมจั่วได้เหมาะเจาะ ลงตัว แถมตัวค้ำยันก็สลักเสลาตัวไม้ ให้อ่อนช้อยกลมกลืนกับค้ำยันของตัวอาคาร 
ส่วนผนังตัวอาคารด้านที่ติดกับชานชาลา มีหน้าต่างซึ่งด้านบนมีไม้ระแนงตีเกล็ด และแบบตีไขว้โดยรอบอาคาร ซึ่งระดับเพดานของอาคารก็จะมีความสูงเพื่อเผื่อเนื้อที่ให้กับช่องระบายอากาศเหล่านี้ ทำให้ภายในอาคารโปร่งและไม่ร้อน
ภายในห้องจะเห็นระดับเพดานสูงจากระดับขอบหน้าต่างบนไปมากทีเดียว
สภาพโดยรวมยังมีความมั่นคง แข็งแรง สังเกตุจะมีการเซาะร่องวงกบหน้าต่าง เหมือนกับเสาอาคาร ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้แก่อาคาร 
เสียดายที่ปิดปรับปรุงไม่ได้เข้าไปดูข้าวของเครื่องใช้ในอดีตภายในอาคาร ที่ยังคงมีหลงเหลืออยู่ หวังว่าปรับปรุงเสร็จแล้วคงจะเปิดให้เข้าชมได้
ส่วนห้องโถง เชื่อมต่อกับชานชาลา เป็นพื้นที่โล่งทะลุออกด้านหน้าสถานี มีรั้วระเบียงโปร่งคั่น เหนือขึ้นไปเป็นไม้ฉลุโค้งสองซุ้ม สัมพันธ์กับมุขด้านหน้า 
พื้นที่เหลือระหว่างซุ้มโค้งกับตัวอาคาร ประดับด้วยลายฉลุไม้อยู่ในกรอบรูปสามเหลี่ยม 
ลายฉลุยังคงมีสภาพดีอยู่ แต่ค้ำยันบางตัวผุมากแล้วน่าจะมาจากน้ำฝนรั่วลงมา เพราะตรงนี้อยู่ในแนวรางน้ำฝนของอาคารและชานชาลา
สภาพเสาหัวเม็ดและลูกกรงเหมือนกับด้านหน้า
โครงสร้างหลังคาอีกมุมหนึ่ง บางเบาแต่แข็งแรง
มุมมองจากชานชาลามองออกไปยังทางรถไฟที่มาจากตรัง จะเห็นว่าเสาชานชาลามีขนาดไม่ใหญ่เลย ขนาด 6 X 6 นิ้วได้ละมั้ง ยังมีความแข็งแรงอยู่มาได้ทุกวันนี้
ความตัดกันระหว่าอดีตกับปัจจุบัน ใครที่ใช้บริการรถไฟเป็นประจำจะต้องคุ้นเคยกับ ม้านั่งพักคอยของผู้โดยสารที่ทำด้วยไม้แบบนี้ได้ เพราะมีประจำอยู่ทุกสถานี ผมว่ามีมาตั้งแต่กำเนิดรถไฟไทยละมั้ง เพราะผมนั่งรถไฟตั้งแต่เด็ก เท่าที่จำความได้ก็เห็นม้านั่งแบบนี้แหละ เคยนั่งและเคยนอนบนนี้ ยิ่งใช้มากเท่าใดยิ่งมีความมันที่สัมผัสได้ ไม่รู้ใครเป็นผู้ออกแบบขอคารวะด้วยใจจริง เป็นแบบที่คลาสสิคมาก ลองเปรียบเทียบกับเก้าอี้พักคอยในยุคดิจิตอลสีฟ้าด้านหลังสิ จะเห็นความแตกต่างในด้านความงามอย่างชัดเจน
สัญลักษณ์ของรถไฟไทยอีกอย่างก็คือ ถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ สีดำทะมึนสูงหลายเมตร ในอดีตที่รถไฟยังใช้หัวจักร์ใอน้ำ เมื่อรถจอดสถานีใดก็จะต้องเติมน้ำจากถังเก็บน้ำนี้ทุกครั้ง ผมพอจะจำได้ว่าหัวรถจักร์จะมาเทียบข้างถังน้ำนี้ พนักงานรถไฟก็จะลากงวงขนาดใหญ่ จากถังน้ำมาที่เก็บน้ำหัวรถจักร์แล้วปล่อยน้ำซุ่ใหญ่ลงไป เหมือนช้างพ่นน้ำจากงวง
บ้านพักเจ้าหน้าที่น่าจะเป็นระดับนายสถานี ตั้งอยู่ตรงกันข้ามประจันหน้ากับหน้ามุขสถานีรถไฟ มีสภาพทรุดโทรมไม่แพ้กัน สังเกตุเอกลักษณ์รถไฟไทย คือสีและไม้ระแนงประดับหน้าจั่ว นอกจากแบบมาตรฐานที่เหมือนกันทุกแห่ง แต่อาจแตกต่างกันด้านขนาด ระหว่างสถานีเล็กกับสถานีใหญ่
ขอจบด้วยภาพที่ทำการสถานีรถไฟชั่วคราว ที่ยังคงเอกลักษณ์ สีเหลืองมัสตาร์ตกับน้ำตาลไว้อย่างเหนียวแน่น


